วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นักโทษประหาร นักโทษประหาร

ธรรมชาติแท้จริงของชีวิตมนุษย์

แท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนคือ " นักโทษประหาร " ที่ถูกคุมขังอยู่ในโลกนี้ ตั้งแต่วันเกิด
จนกระทั่งวันตาย  เราไม่สามารถออกไปจากโลกนี้ได้เลย อาจจะมีบางคนที่เคยออก
ไปถึงดวงจันทร์  หรืออาจจะเป็นดาวดวงไหนในอนาคต แต่ในที่สุดก็จะต้องย้อนกลับมาตายในโลกใบนี้

 เราเริ่มติดคุกนี้มาตั้งแต่เมื่อไร?
ถ้ามองแบบตื้นๆ เผินๆ ก็จะได้คำตอบว่า เราเริ่มติดคุกมาตั้งแต่วันแรกเกิด ในทันทีที่คลอดมาจากครรภ์มารดา เราก็เริ่มติดคุกมาตั้งแต่วินาทีนั้น
เมื่อเราตายไปแล้วจะถือว่าพ้นคุกหรือไม่?
ไม่ นั่นเพราะว่าแม้เราจะตายไปแล้ว แต่ก็จะต้องกลับมาเกิดใหม่อีก การตายจึงไม่ทำให้เราหลุดพ้นจากคุกไปได้ เป็นแค่การเปลี่ยนสังขารกับการเปลี่ยนที่อยู่ในคุกเท่านั้น
ทราบเพียงแต่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนเวียนเกิดเวียนตาย กลายเป็นนักโทษประหารในโลกนี้
หลายต่อหลายรอบนับไม่ถ้วนแล้ว และแต่ละรอบเคยประสบสุขหรือทุกข์อย่างไรก็จำไม่ได้อีกด้วย

พระธรรมเทศนาพระภาวนาวิริยคุณ(หลวงพ่อทัตตชีโว)
ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษเขตพระบรมโพธิสัตว์

คำถาม : คำว่า... “ดุสิตบุรี” ไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎก   แต่เป็นคำศัพท์ที่ทางวัดพระธรรมกายบัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อหลอกให้คนมาทำบุญเยอะๆ ???

คำตอบ : คำว่า...“ดุสิตบุรี” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีใครหลายๆ คนในโลกโซเชียล (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกาย)    ชอบนำไปตีประเด็นและนำไปล้อเลียนจนเป็นที่สนุกปากในสังคมออนไลน์    บางคนก็นำไปเหน็บแนมแบบไม่รู้จริงว่า... “คำนี้เป็นคำที่ไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎก   แต่เป็นคำที่วัดพระธรรมกายบัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อหลอกล่อให้คนที่เข้าวัดมาทำบุญกันเยอะๆ”    หรือบางคนก็ค่อนขอดว่า... “ดุสิตบุรีเป็นชื่อหมู่บ้านจัดสรรของชาวธรรมกาย”   หรือบางคนก็เหน็บแนมว่า... “ดุสิตบุรีอยู่ที่ไหนใครรู้บ้าง!!!  อยู่ในโลกหรือนอกโลก” เป็นต้น.

จากถ้อยคำเหน็บแนมที่ยกมาบางส่วน  
ล้วนเป็นถ้อยคำของคนที่มีอคติกับวัดพระธรรมกาย   หรือคนที่ไม่เคยไปวัดพระธรรมกายแทบทั้งสิ้น    พอคนกลุ่มนี้ได้ยินได้ฟังอะไรนิดๆ หน่อยๆ ที่ตัวเองไม่เคยฟัง   จึงพยายามอวดรู้ (ทั้งๆ ที่ไม่รู้จริง) และนำมาตีประเด็นหรือตีความ (จนไม่ได้ความ) เพื่อให้คนเข้าใจวัดพระธรรมกายในทางที่ผิด
คราวนี้เราลองมาฟังข้อมูลแท้จริงกันบ้างว่า... “ดุสิตบุรี” แท้ที่จริงแล้วหมายถึงอะไร    

สำหรับคำว่า... “ดุสิตบุรี” นั้น  คนที่เข้าวัดพระธรรมกายจะรู้ดีว่าคำนี้หมายถึง... “สวรรค์ชั้นที่ 4 หรือสวรรค์ดุสิต” ซึ่งเป็นที่ประทับของเหล่าพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายรวมถึงเหล่าว่าที่พระอัครสาวกทั้งปวง   ที่สำคัญ...คำนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นใหม่โดยวัดพระธรรมกาย   เพราะมีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาอยู่หลายแห่ง เช่น  ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม 14 หน้า 42-43 ทีฆนิกาย มหาวรรค อรรถกถามหาโควินทสูตร ที่มีปรากฏดังนี้

“ .....แม้ในอัตภาพถัดจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดรนั้น   เสด็จดำรงอยู่ใน “ดุสิตบุรี” ตลอดพระชนมายุ   ก็ชื่อว่าทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก พระองค์ทรงเห็นบุพนิมิต 5 อย่างใน “ดุสิตบุรี” นั้น ..... แล้วทรงจุติจาก “ดุสิตบุรี” ….. ”

หรือ...ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม 32 หน้า 247 อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อรรถกถาสูตรที่ 1 ดังนี้
“ ..... สมัยนั้นพระโพธิสัตว์พระนามว่า วิปัสสี จุติจาก “ดุสิตบุรี” บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ..... ”  เป็นต้น
จากตัวอย่างของคำว่า “ ดุสิตบุรี ” ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกที่ยกมาให้ดูนี้    ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากที่มีปรากฏอยู่หลายๆ แห่งเท่านั้น   ถ้าใครต้องการค้นหาคำนี้เพิ่มเติมด้วยตัวเองก็สามารถไปค้นคว้าในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลได้  

เพราะฉะนั้น...คำว่า “ดุสิตบุรี” จึงไม่ใช่คำที่ทางวัดพระธรรมกายบัญญัติขึ้นมาใหม่เหมือนอย่างที่ใครหลายๆ คนเข้าใจ   จริงๆ ก็เป็นเพียงแค่คำเรียก “สวรรค์ชั้นดุสิต” ที่ใช้ตามพระอรรถกถาจารย์เพื่อให้จดจำกันง่ายๆ ก็เท่านั้น  

ถ้าหากเข้าใจตรงกันแล้ว!!! ต่อไปโปรดอย่าเอาคำนี้ซึ่งถือเป็นของสูงไปล้อเลียนหรือตีประเด็นเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้กับชาวพุทธอีกเลย มันบาปน่ะรู้ไหม!!!